ชุมชนนิเวศ สู่การพัฒนาอย่างยั่งยื่น
ชุมชนนิเวศ สู่การพัฒนาอย่างยั่งยื่น

ชุมชนนิเวศสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

เรียบเรียง ..ริบบิ้นสีฟ้า

การละทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดในเมืองเล็กๆ ออกไปหางานทำในเมืองใหญ่ อาจเป็นวิถีชีวิตที่เราพบได้ในปัจจุบันจนชินตาโดยไม่สังเกตเห็นปัญหา แต่หากเรามองย้อนไปถึงสาเหตุจะพบว่าผู้คนเหล่านั้นไม่สามารถสร้างรายได้จากแหล่งที่อยู่อาศัยในท้องถิ่นเดิมได้ดังแต่ก่อน จนต้องมาทำอาชีพรับจ้างในเมือง ปัญหานี้ไม่เพียงแต่เกิดกับประชาชนในพื้นที่ราบเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นกับชาวไทยภูเขา ชาวชาติพันธุ์ต่างๆ ในภาคเหนือของประเทศ ทั้งๆ ที่ชาวไทยภูเขาสามารถดำเนินชีวิตแบบดั้งเดิมมาได้หลายชั่วอายุคน แต่ปัจจุบันกลับไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างเก่า

การพึ่งพิงภายนอก สูญเสียวิถีชีวิตแบบพึ่งพาตนเอง

ที่ผ่านมาปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากชุมชนชาติพันธุ์จำนวนมากบนพื้นที่สูงหันมาปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อการค้า ทำให้มีการใช้สารเคมีในการทำการเกษตรอย่างมาก ทั้งยังเพิ่มการพึ่งพิงภายนอกโดยเฉพาะบริษัทอุตสาหกรรมการเกษตรแบบกึ่งผูกขาด ทำให้เกษตรกรจำนวนมากต้องตกอยู่ในภาวะหนี้สินจากการกู้ยืมพ่อค้าเพื่อการลงทุนในการทำการเกษตร ส่งผลให้ชุมชนสูญเสียวิถีชีวิตแบบพึ่งตนเองที่เคยเป็นมาในอดีต นอกจากนี้ การพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูงในภาคเหนือของประเทศไทยที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับกระบวนการการมีส่วนร่วมของชุมชนมากนัก ด้วยมักจะมุ่งเน้นส่งเสริมเป็นแต่ละด้าน บางโครงการเน้นการส่งเสริมการเกษตร ด้านการศึกษา และวัฒนธรรม เป็นต้น ทำให้การพัฒนามีลักษณะเป็นเสี้ยวส่วนและไม่เกิดการบูรณาการ ด้วยปัญหาดังกล่าวเป็นที่มาให้สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท.) เกิดแนวคิดที่จะพัฒนาชุมชนชาวไทยภูเขาอย่างยั่งยืนขึ้น

ชุมชนนิเวศสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท.) เป็นองค์กรเอกชนที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนและพัฒนาชาวไทยภูเขา โดยใช้มิติทางวัฒนธรรมที่ดีงามของชนเผ่าเป็นรากฐานในการพัฒนา ดำเนินงานหลักโดยตัวแทนชาวไทยภูเขาทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ ศ.ว.ท. ได้ร่วมกับเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นสมาชิก เพื่อพัฒนาโครงการเปิดพื้นที่นำร่องในการพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูงในภาคเหนือของประเทศไทย โดยใช้ชื่อ “โครงการชุมชนนิเวศสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อพัฒนารูปแบบเศรษฐกิจกึ่งพึ่งพาตนเองที่มีลักษณะเชิงอนุรักษ์ โดยใช้ภูมิปัญญาตามประเพณีร่วมไปกับการสนับสนุนของเทคโนโลยีสมัยใหม่ และมีลักษณะที่ยั่งยืนเพื่อฟื้นฟูการเกษตรแบบพึ่งพาตนเองและลดการพึ่งพาจากหน่วยงานภายนอก  มีกำหนดระยะเวลาการดำเนินการ ๖ ปี ตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๕๗ โดยมีกลุ่มสมาชิกชาวชาติพันธุ์จากหมู่บ้านนำร่องใน ๔ แห่ง ได้แก่ ๑. ชาวปกาเกอะญอ บ้านห้วยอีค่าง ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่, ๒.บ้านขุนแปะ ต.บ้านแปะ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่, ๓.ชาวลีซู บ้านไทรงาม ต.แม่นาเติง อ.ปาย จ.

แม่ฮ่องสอน และ ๔.ชาวอาข่า บ้านอาแย ต.ป่าไหน่ อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ รวมจำนวนประชากรกว่า ๒,๒๐๐ คน โดยดำเนินอยู่บนพื้นฐานแนวคิดที่ค่อยๆ แก้ปัญหาจากจุดเล็กๆ ในหมู่บ้านนำร่องเพื่อนำไปสู่เป้าหมายหลักของโครงการ อย่างที่เรียกว่า “คิดใหญ่ ทำเล็ก” อันเป็นหนึ่งใน ๒๓ หลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙

เลี้ยงชีพด้วยการพึ่งพาตนเอง

มูลนิธิสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้สนับสนุน “โครงการชุมชนนิเวศสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการต่อเนื่องมาแล้วเป็นเวลา ๓ ปี ปัจจุบันกลุ่มสมาชิกทั้ง ๔ หมู่บ้านได้ดำเนินการตามแผนที่วางไว้อย่างเป็นระบบ มีการสร้างรายได้จากอาชีพในบ้านเกิดตามความสนใจ ทั้งการเลี้ยงสุกร เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา เลี้ยงผึ้งเพื่อเก็บน้ำผึ้ง การทอผ้าแบบชนเผ่า จักสาน ปลูกพืชสวนครัว ปลูกกล้วย ปลูกต้นบ๊วยและต้นกาแฟพร้อมทั้งแปรรูปผลผลิต เป็นต้น มีการจัดทำบัญชีส่วนกลางในกลุ่มสมาชิกอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้โครงการวางแผนการสนับสนุนในช่วงแรก และเมื่อพัฒนาได้ตามเป้า ชุมชนจะมีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อนำมาเลี้ยงตนเองอย่างเป็นระบบ มีการปันเงินเข้ากองกลาง และเมื่อปลายปี ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา มีการเปิดโรงสีเมล็ดกาแฟขนาดย่อมเพื่อใช้เองในหมู่บ้าน และกำลังอยู่ในระหว่างการจัดสร้างโรงแปรรูปน้ำบ๊วย ณ หมู่บ้านอาแย อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ หนึ่งในหมู่บ้านนำร่องของโครงการ เพื่อสร้างรายได้ต่อไป

ในปี ๒๕๖๑ โครงการได้ดำเนินเข้าสู่ปีที่ ๔ ศ.ว.ท.จะเน้นการพัฒนาไปที่ด้านวัฒนธรรมชนเผ่าควบคู่ไปกับการสร้างอาชีพที่ดำเนินมาก่อนหน้านี้ เพื่อให้การพัฒนาชุมชนครอบคลุมทุกด้าน จากการที่มูลนิธิสำนักงานทรัพย์สินฯ ลงพื้นที่ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา พบว่ามีชาวชาติพันธุ์ที่ออกไปทำงานในเมือง กลับเข้ามาในชุมชนเพื่อมาทำการเกษตรในโครงการ ได้อยู่กับญาติพี่น้องในครอบครัว หนุ่มสาวบางคนซึ่งจบปริญญาตรีและออกไปทำงานในเมืองก็หันกลับมาร่วมโครงการเพื่อช่วยกันพัฒนาชุมชนหลายรายด้วยกัน

สุดท้ายเมื่อโครงการดำเนินไปจนครบระยะเวลา ๖ ปี ศ.ว.ท.มีความมุ่งหวังที่จะให้ชาวบ้านในหมู่บ้านนำร่องจะสามารถหาเลี้ยงชีพในท้องถิ่นได้ และพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุด โดยคำนึงถึงการอยู่ร่วมกับธรรมชาติตามวิถีเดิมของชาวชาติพันธุ์ เพื่อเป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมส่งต่อไปยังชุมชนชาวไทยภูเขาอื่นๆ เหมือนโดมิโน่ และขยายเป็นศูนย์เรียนรู้ให้แก่หมู่บ้านอื่นๆ ที่สนใจเข้ามาศึกษาต่อไป

 

/crownproperty/imgUpload/images/EbookCPBF/IMG_4431.JPG

การเลี้ยงผึ้งเพื่อเก็บน้ำผึ้งนั้น มีข้อสำคัญอย่างหนึ่งคือ บริเวณโดยรอบรัศมีที่ผึ้งของชาวบ้านจะบินออกไปเก็บน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ ต้องปราศจากการใช้สารเคมีกับพืชผลทางการเกษตร เพราะหากมีผึ้งแม้เพียงตัวเดียวไปเก็บน้ำหวานในดอกไม้จากต้นที่มีสารเคมีกลับมา ก็จะทำให้ผึ้งตัวอื่นตายหมดทั้งรัง ดังนั้นชาวบ้านจึงจำเป็นต้องทำเกษตรอินทรีย์โดยไม่ใช้สารเคมีอย่างเด็ดขาด เพื่อให้ไม่กระทบต่อการเลี้ยงผึ้งของกลุ่มสมาชิก และในอีกทางหนึ่ง ผึ้งของชาวบ้านก็ทำหน้าที่ผสมเกสรขยายพันธุ์พืชในป่า รวมถึงผสมเกสรต้นกาแฟของกลุ่มสมาชิกเพื่อนบ้านอีกด้วย ถือเป็นการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติอย่างพึ่งพาอาศัยโดยแท้จริง

 

  

การปลูกกาแฟนั้นมีผลดีในทางอ้อมอีกประการหนึ่งคือ ทำให้ภูเขาหัวโล้นอันเป็นผลมาจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวและใช้สารเคมีในอดีต กลับพลิกฟื้นมีความเขียวชอุ่มขึ้นมา เนื่องจากการจะปลูกกาแฟจนเกิดผลกาแฟได้ ต้องอาศัยร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่ กลุ่มสมาชิกจึงปลูกต้นไม้ใหญ่ควบคู่ไปกับการปลูกกาแฟ 

ดอกบ๊วย ที่รอการติดผล

 

 

การเลี้ยงสุกร นอกจากจะได้ผลผลิตโดยตรงคือจำหน่ายสุกรเมื่อโตเต็มที่แล้ว ชาวบ้านยังนำมูลสุกรมาหมักเป็นก๊าซชีวภาพใช้หุงต้มในครัวเรือนได้โดยไม่ต้องซื้อหาจากภายนอก

การทอผ้าแบบชนเผ่า

การเลี้ยงปลา

ยอดดอยที่เคยเป็นภูเขาหัวโล้น

โขน ณ ศาลาเฉลิมกรุง
 
โครงการแหล่งน้ำสะอาด (Clean Water Well Project)